Japan Trip บันทึกการเดินทาง ช่วงเวลาดีๆ ที่ญี่ปุ่น

ผมเป็นคนที่ไม่ชอบเดินทางไปไหนเลยยย ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เพราะรู้สึกว่าการนอน นั่งเล่น วาดรูป เล่นกับแมวอยู่ที่บ้าน เป็นอะไรที่มีความสุขที่สุดแล้ว แต่ก็มีอยู่ประเทศนึง ที่ตั้งใจว่า ในชีวิตนี้ต้องไปให้ได้ซักครั้ง นั่นก็คือ ประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งก็ได้คุยเรื่องการไปเที่ยวนี้กับภรรยามาตั้งแต่ปี 2009 (โคตรนานนน 555) แต่ก็ไม่ลงตัวซักที แต่แล้วพี่ชายกับพี่สาวที่แสนดี (พี่สาวและพี่เขยของภรรยา) ก็ได้ชวนผมและภรรยา พร้อมทั้งสปอนเซอร์ตั๋วเครื่องบินให้อีก (กราบงามๆ) แผนการเดินทางของผมจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

10 วัน! นั่นคือระยะเวลาในการเดินทางทริปนี้ สมาชิกที่ไปพร้อมกันทั้งหมดมี 6 คน คือ พี่สาวและพี่เขยของภรรยา+ลูกสองคน ตัวผมและภรรยา

ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ตั๋วเครื่องบินและโรงแรม ควรจะต้องจองล่วงหน้าถึง 6 เดือน ซึ่งก็เกือบจะจองไม่ทัน มารู้ตอนหลังว่า แค่เฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกันเองนี่ก็เดินทางไปญี่ปุ่นเยอะมากแล้ว

โพสนี้ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการรีวิว แต่น่าจะเป็นการบันทึกความทรงจำดีๆ และเก็บรูปที่ประทับใจไว้ซะมากกว่า ผมพยายามเขียนเท่าที่จำได้ (ซึ่งถ้าไม่เขียนตอนนี้ คงลืมแน่ๆ)

——————————————————-

การเดินทางวันแรก

พร้อมออกเดินทาง

นั่งเครื่องบินจากสนามบินสุรรณภูมิ ไปลง สนามบินคันไซ โอซาก้า

พอถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็เดินไปเช่า Pocket WiFi ของ Samurai ที่ชั้นผู้โดยสารขาออก เรทราคาก็ประมาณ 200 บาทต่อวันครับ ตัวผมเองทำงานบนมือถือเป็นหลัก บอกได้เลยว่าการเช่า Pocket WiFi ไป ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะมาก

ด้วยความพิเศษของตั๋วที่นั่งชั้นธุรกิจ ทำให้การเช็คอิน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว คือไม่ต้องรอคิวเลย แถมตอนผ่าน Immigration ก็ยังเป็นช่องด่วนพิเศษอีก และระหว่างรอขึ้นเครื่องก็สามารถไปนั่งที่ Lounge ของการบินไทย ซึ่งมีของว่าง เครื่องดื่ม ไว้บริการแบบไม่อั้นอีกด้วย ส่วนเรื่องการบริการบนเครื่องก็ประทับใจมากๆ

พอมาถึงสนามบินคันไซ ก็พบว่าคนเยอะมาก แต่ด้วยความเป็นระบบระเบียบของญี่ปุ่น ขั้นตอนทุกอย่างก็ใช้เวลาไม่นานก็ออกมาถึงสถานีรถไฟ

 

ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ทำให้เราได้ใช้ Google Map!

 

เพียงแค่กรอก จุดที่เราอยู่ กับ จุดที่เราจะไป Google Map ก็คำนวณระยะทาง พร้อมวิธีการเดินทาง พร้อมเรทราคามาให้เสร็จสรรพ เรียกได้ว่าประหยัดเวลางมไปเยอะ 😛

เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เดินทางมาถึงสถานี Namba ซึ่งเป็นย่านดังแห่งหนึ่งในโอซาก้า เป็นแหล่งรวมของกิน ของใช้ ให้เดิน Shopping กันได้เป็นวัน จุดที่เป็น Signature ของที่นี่ก็คือ ป้ายโฆษณา Glico ซึ่งคนไปยืนถ่ายรูปกันเพียบ

ป้าย Glico ย่านนัมบะ
Hotel Kanade Namba อยู่ติดกับทางขึ้นลง สถานีรถไฟเลย

ทริปนี้มีเรื่องนึงซึ่งประทับใจไม่แพ้บรรยากาศของญี่ปุ่น นั่นก็คือ เรื่องกิน เรียกได้ว่ากินแบบไม่สนใจแคลอรี่กันเลย เห็นร้านไหนน่าสน น่าลองก็แวะตลอด เพราะเป็นการเที่ยวเอง เลยวางแผนเที่ยวไว้แบบหลวมๆ ย้วยได้ย้วย

อยากลองกินอะไรก็แวะซื้อเลย

ร้านอาหารในย่านนัมบะนี้ ขายดีมาก คนยืนต่อแถว(อย่างเป็นระเบียบ) ทุกร้าน ก็เลยเลือกร้านที่แถวไม่ยาวมาก มื้อสุดท้ายของวันก็เลยจบที่ร้าน ราเมนข้อสอบ ตามสูตรคนมาเที่ยวแถวนี้

ราเมนข้อสอบ

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 2

ตื่นเช้าแบบไม่เร่งรีบ ทานอาหารเช้าที่โรงแรม Hotel Kanade Namba ตอนแรกก็ประทับใจว่าอาหารหลากหลาย สรุป แม่_ง เสิร์ฟแบบเดียวกัน 4 วันเลย 555 ส่วนรสชาติ 3 ผ่าน!

อาหารเช้าโรงแรม Kanade เสิร์ฟเหมือนกันทุกวัน

แผนการเที่ยววันนี้ ไปปราสาทโอซาก้า กับ ไปพิพิธภัณฑ์บะหมี่ Nissin Cupnoodles Museum

กว่าจะขยับออกจากโรงแรมก็เกือบ 9 โมง อากาศกำลังดีเลยเดินเล่นแถวนัมบะก่อนที่จะไปขึ้นรถไฟ (อุณหภูมิที่โอซาก้าช่วงกลางเดือน มีนา 2561 ก็ประมาณ 7-11 องศาครับ)

เดินแถวนัมบะในตอนเช้า
หยอดตู้นี้กันตลอดทาง เด็กๆชอบมาก

แวะร้านขนมกันตลอดทาง

ไปถึงบริเวณปราสาทก็เห็นคนญี่ปุ่นวิ่งออกกำลังกายรอบๆ ปราสาทกันเยอะเลย ถ้าใครเป็นสายวิ่ง อากาศแบบนี้คงจะฟินน่าดู ยืนถ่ายรูปปราสาทพอเป็นพิธี สุดท้ายมาย้วยที่ร้านของกินของฝาก 😀

ปราสาทโอซก้า

มาย้วยกันแถวร้านขายของฝาก 🙂

สถานีถัดไป Cupnoodles Museum Osaka Ikeda

Google Map นำทางได้เก่งจริงๆ บอกทั้งว่าต้องเดินกี่เมตร ขึ้นรถไฟสายไหน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึง Nissin Cupnoodles Museum

ศิลปะบนฝาท่อเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน
ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์

ต้องยอมรับว่าการขาย Story ของสินค้านี่มันเพิ่มมูลค่าได้เยอะจริงๆ แค่ลองเดินดูรอบๆ พิพิธภัณฑ์ ซึมซับประวัติศาสตร์อันน่าซาบซึ้งของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็โดนไปอีก 300 เยน สำหรับค่าบะหมี่หนึ่งถ้วย 😀

เค้าบอกว่าเราจะได้ลองทำบะหมี่ถ้วยที่เราเป็นคนทำเองด้วย ผมก็นึกว่าเราจะได้ไปลองเล่นเครื่องจักรอะไรบ้างในโรงงาน สุดท้ายคือได้ paint ตัวการ์ตูนข้างถ้วย 555

เลือก Topping ได้ ว่าจะใส่อะไรบ้าง

อวดผลงานกันหน่อย

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊ปๆ ก็จะจบวันแล้ว ทัวร์หอยทากหวานเย็น ค่อยๆ กระดึ๊บ กลับมา shopping แถวที่พักตรงนัมบะ ด้วยความหิวโซเลยไม่อยากต่อคิวร้านชื่อดังอะไรทั้งนั้น สุดท้ายมาลองร้านซูชิแบบสายพาน ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ ตกจานละ 130 เยน

ผงเขียวๆ นึกว่า วาซาบิ ที่ไหนได้ ชาเขียว555

วันนี้ภรรยาได้ Shop รองเท้าวิ่งคู่ใหม่ที่ ABC Shop ชื่อดัง (ลองเทียบราคาแล้วผมว่าถูกกว่าที่ไทยพอสมควรเลย) ส่วนผมได้หยอดตู้ Gachapon ไปสองที!

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 3

วันนี้เป็นการนั่งรถตู้เที่ยวในเกียวโต โดยเป็นการเช่าเหมาพร้อมคนขับทั้งวัน สนนราคาค่าเช่า 12 ช.ม. ก็อยู่ที่ 50,000 เยน (ในส่วนของค่าเช่า ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณทั้งสองท่านเดิม อีกเช่นเคย 555)

รถตู้ที่เราเช่าในวันนี้

สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายในวันนี้ก็คือเรื่อง ฝน โชคดีเป็นการตกแบบไม่หนัก แต่ก็ตกทั้งวัน อาจเพราะที่ต้องเดินทางด้วยรถตู้ เลยไม่รู้สึกลำบากสักเท่าไหร่

วันนี้ตั้งใจไปให้ได้อย่างน้อย 4 ที่ เพราะอุตส่าห์เช่ารถทั้งทีเลยอยากไปให้คุ้มหน่อย แผนการคือไป วัดเสาแดง(แต่จริงๆแล้วสีส้ม) วัดน้ำใส ตลาดนิชิกิ และวัดเทนริวจิ

พอพี่คนขับเห็นแผนการเที่ยว ก็แอบดูหนักใจเล็กๆ เพราะแกคิดว่าไม่น่าจะเก็บหมด และก็เกือบจะไม่หมดจริงๆ เพราะแค่กว่าจะออกจากวัดเสาแดงก็ปาไปเกือบเที่ยงแล้ว 555 ย้วยจริงๆ

วัดเสาแดง

คนเยอะมาก ทั้งคนญี่ปุ่นเองและทัวร์จากประเทศต่างๆ

กว่าจะได้รูปนี้ ต้องพยายามหาจังหวะคนน้อย

พอไม่มีคนในวัดก็ดูเงียบสงบดี

ที่ญี่ปุ่นจำกัดความเร็วรถบนถนนทั่วไปที่ 60 ก.ม./ช.ม. ส่วนบนทางด่วน 100 ก.ม./ช.ม. ไม่ค่อยทันใจแต่ก็ปลอดภัยดี พี่คนขับชาวญุี่ปุ่นพูดไทยคล่องปรื๋อ จนนึกว่าเป็นคนไทย ทำให้การสื่อสารนัดแนะที่หมาย จุดนัดเจอ ไม่ติดขัดอะไรเลย

วัดน้ำใส

ผมไม่สามารถอธิบาย ประวัติอะไรได้ รู้แต่ว่าคนส่วนใหญ่มา เราก็มากัน 😛 ประมาณว่าแค่ชื่นชมบรรยากาศก็เพียงพอแล้ว

ทางเข้าวัดเป็นที่ตั้งของร้านค้ามากมายไว้ดักนักท่องเที่ยว ซึ่งได้ผลดีมาก

ขนมร้านนี้อร่อยใช้ได้เลย

ถึงหน้าวัดแล้ว

อาจจะเพราะมีน้ำธรรมชาติไหลออกมาให้ดื่ม เลยเรียกวัดน้ำใส

รูปที่เราเห็นในหนังสือการ์ตูนอยู่บ่อยๆ

ตลาดนิชิกิ

เป็นตลาดที่เต็มไปด้วยของน่าซื้อ ของกินเยอะมาก คนก็เยอะแบบไหลๆ ตามกันไปเลย 😛

วัดเทนริวจิ

ฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เพียงแต่กว่าจะออกจากตลาดก็ใกล้เย็นแล้ว พอมาถึง วัดก็ปิดพอดี พวกเราเลยมาเดินเล่นป่าไผ่ข้างวัดกัน

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 4

วันนี้ที่รอคอย! ก่อนจะเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น พี่สาวของภรรยา ถามผมกับภรรยาว่ามีที่ไหนอยากไปเป็นพิเศษมั้ย ซึ่งผมกับภรรยาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า Harry Potter!

นั่นก็คือมาเที่ยวที่ Universal Studio นั่นเอง

ผมยอมรับเลยว่าวันนี้เป็นวันที่ทรมานสังขารที่สุด นั่นก็เพราะทั้งหนาว ทั้งลม ทั้งฝน อุปกรณ์ที่พกมา มีอะไรหยิบออกมาใช้หมด ผ้าพันคอ ผ้าห่ม เสื้อกันฝน เสื้อกันหนาว ร่ม

หน้าปัดบนมือถือบอก อุณหภูมิว่าตอนนี้ 7 องศา จุดที่อุ่นที่สุด น่าจะเป็นช่วงเวลาได้เล่นเครื่องเล่น ซึ่งใช้เวลาจุดละไม่เกิน 5 นาที เอิ่ม… ม ช่วยได้มาก

ในที่สุดเราก็มาถึง Hogwarts

มาถึงทั้งที ไม่ลอง ButterBeer ได้ไง

หมวกคัดสรร พูดเป็นภาษาญี่ปุ่น 😛

บ้านของ แฮกริด

ภายในร้านขายไม้กายสิทธิ์

ใน Universal Studio ก็จะแบ่งเป็นหลายโซนตามเรื่องของหนังหรือการ์ตูนที่เราดู เช่น มินเนี่ยน จูราสิคเวิร์ล สไปเดอร์แมน ฯ

โซนที่ผมชอบสุดก็น่าจะเป็น Harry Potter กับ มินเนี่ยน เพราะเครื่องเล่นมันเจ๋งมาก แต่ถ้าไม่ได้ซื้อตั๋วแบบ express (แซงคิวชาวบ้าน) ก็ต้องต่อแถวนานถึง 3-4 ช.ม.!!

เดินมาถึงโซนมินเนี่ยน

ได้มินเนี่ยนกลับบ้านตัวนึง

กว่าจะออกจาก Universal Studio ก็ปาไปเกือบ 19:30 ตอนใกล้ๆ ปิด คนเริ่มกลับบ้าน เครื่องเล่นบางอย่างคนเริ่มน้อยก็จะต่อแถวเล่นได้หลายรอบหน่อย (เอาแมร่งงให้คุ้ม 5555)

เสร็จแล้วก็ลองกิน OOTOYA สาขาที่ญี่ปุ่นดูบ้าง รสชาติดีกว่าที่ไทยพอสมควร ราคาใกล้เคียงกัน จบวันอย่าง Happy สุดๆ

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 5

เช็คเอ๊าท์ออกจาก Hotel Kanade Namba แต่เช้า หลังจากอยู่มา 4 วันเต็ม ใช้บริการของโรงแรมส่งกระเป๋าบางส่วนไปรอที่ โรงแรม Mitsui Garden Hotel Ueno ที่พักสุดท้ายของทริป เพราะวันนี้ต้องเดินทางไกล ถ้าแบกของพะรุงพะรังเที่ยวไม่สนุกแน่ๆ

ช่วงเช้าใช้เวลาไปกับการ Shopping ในสถานีใต้ดินของ Namba แบบไม่เร่งรีบ สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างในญี่ปุ่นคือ ในสถานีใต้ดินแต่ละที่ จะเป็นเหมือนห้างย่อมๆ มีร้านขายทั้งของใช้จำเป็น ของกิน ของฝากมีเต็มไปหมดเลย

วันนี้นั่ง Shinkansen ไป นาโงย่า เพราะเรามีแผนจะไปเที่ยว LEGOLAND ในวันถัดไป วันนี้เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทาง

นั่งกินมื้อกลางวันบน Shinkansen

ถึงนาโงย่าก็เข้าเช็คอินที่โรงแรม Mercure Nagoya Cypress อยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟฟ้า แผนที่วางไว้ว่าจะไปสองที่ เลยลดเหลือที่เดียวคือเราจะไปดูไฟที่ NabanaNoSato เป็นครั้งแรกที่ได้รถนั่งรถบัส ซึ่งการจองตั๋วก็สะดวกสบาย และรถก็มาตรงเวลามาก

มาถึงซัก 6 โมงเย็นกำลังดี ได้เห็นวิวดอกไม้สวยไปอีกแบบ

ที่ NabanaNoSato เป็นสถานที่ๆ คนมาดูดอกไม้ และชมไฟตอนกลางคืน ในส่วนของเวลา ควรจะมาถึงประมาณ 17:30-18:00 กำลังดีครับ ค่าเข้าอยู่ คนละ 2300 เยน ในตั๋วรวมค่าอาหาร 1000 เยนไว้ไปซื้ออาหารข้างในได้

ผมว่าที่ NabanaNoSato นี่เป็นอะไรที่เหมาะกับคู่รักมากเพราะ บรรยากาศโรแมนติก ทั้งอากาศ วิว ดอกไม้ แสง สี เสียง ครบมาก ร้านอาหารในนี้ก็อร่อยใช้ได้เลย

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 6

LEGOLAND วันของเด็กๆ

หลานๆ ของผมก็จะตื่นเต้นกับวันนี้เป็นพิเศษเพราะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเล่น LEGO กันอยู่แล้ว (แนะนำว่าถ้าใครมีลูกอายุซัก 4-10 ขวบ น่าพามาเที่ยวดูครับ 🙂

ตอนที่ไปเหมือนที่นี่จะเปิดมาได้ไม่ถึงปี สถานที่เลยยังดูใหม่มากๆ และคนค่อนข้างบางตา ถ้าเทียบกับ Universal Studio

เครื่องเล่นที่ตื่นเต้นสุดของที่นี่คงเป็นรถไฟเหาะ ผมลองจับเวลาแล้วใช้เวลาเล่น 2 นาทีไม่ขาดไม่เกิน สรุปเลยเล่นไปซะ 3 รอบ 555

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 7

เช้านี้ เช็คเอ๊าท์ ออกจากโรงแรม Mercure Nagoya Cypress มุ่งหน้าไป Tokyo แต่ก่อนไป จะต้องแวะไปเที่ยว SeaParadise ที่ Yokohama ก่อน

คราวนี้ต้องส่งกระเป๋าบางส่วนผ่านบริการของ แมวดำ ขนส่งไปรอที่สนามบินเลยเพราะใกล้วันกลับแล้ว

จากที่ Nagoya ต้องนั่งรถไฟ Shinkanshen ไปนานพอสมควร ถ้าจำไม่ผิด รวมเดินด้วยน่าจะมีเกือบ 4 ช.ม.

ที่ SeaParadise Yokohama หลักๆ แล้วผมว่าคนน่าจะมาดูการแสดง โลมา และ สิงโตทะเลเป็นหลัก และมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำให้ดูด้วย ถ้าใครชอบแนวนี้ต้องจัด

แวะหยอดซะหน่อย

เสร็จสิ้นจาก Seaparadise เราก็นั่งรถไฟมุ่งตรงไปที่ Ueno ประมาณ ชั่วโมงครึ่ง เพื่อที่จะเข้า เช็คอิน ที่โรงแรม Mitsui Garden Hotel Ueno

หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว zz..Z..Z..z..

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 8

แทบจะเรียกว่าเป็น Highlight ของทริปนี้ก็ว่า วันนี้เราจะเดินทางไป Kawaguchiko เพื่อที่จะไปชมภูเขาไฟฟูจิ กัน!

ตอนเช้าก็เช็คเอ๊าท์ที่ Mitsui Garden Hotel Ueno แต่เช้ามากๆ ซึ่งเราก็ฝากกระเป๋าไว้ได้ก่อนเพราะวันสุดท้ายก่อนกลับ เราจะมาพักที่นี่อีกคืน

พอทำใจไว้บ้างแล้ว ว่าทริปนี้อาจจะไม่ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิ เพราะ 2-3วันก่อนหน้านี้ มีคนรีวิวว่าฝนตกและมีเมฆตลอดทั้งวัน ซึ่งผมก็รู้สึกเฉยๆ เพราะตลอดทริปที่ผ่านมาก็สนุกมากๆ อยู่แล้ว และ Mission ก็ Complete ตั้งแต่ไป Hogwarts แล้ว 😛 555

การเดินทางจาก Ueno ไป Kawaguchiko สามารถไปได้ทั้ง รสบัส และ รถไฟ แต่ทางเราก็เลือกไปโดยรถบัส ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

ก่อนจะถึง ก็พอเห็นภูเขาไฟฟูจิบ้างไกลๆแต่เห็นไม่ชัดมาก เพราะมีเมฆบังตามที่พยากรณ์อากาศบอก และภูเขาก็ใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการไว้มากเลย

เรื่องพิเศษอีกอย่างของทริปนี้คือ เราจะเช่ารถขับเที่ยวเองใน Kawaguchiko เพราะต้องเดินทางไปหลายที่ เลยน่าจะเป็นอะไรที่สะดวกสุด

รถเช่าเป็นรุ่น Toyota Sienta

ผมเช่ารถของ Toyota Carrent ที่อยู่ใกล้สถานี Kawaguchiko (เดินประมาณ 800 เมตร) เลือกแบบ 7 ที่นั่งเพราะสมาชิกของทริปมีทั้งหมด 6 คน ค่าเช่าก็ตกอยู่ประมาณ 22,000 เยน

สันนิษฐานว่าคนไทยน่าจะมาเที่ยวที่ Kawaguchiko นี้เยอะเหมือนกัน เพราะศูนย์เช่ารถที่นี่ก็มีคู่มือแนะนำการขับขี่ version ภาษาไทยให้ด้วยครับ

รับรถเสร็จก็ตรงไปที่ โรงแรม Shuhoukaku Kogetsu เป็นโรงแรมสไตล์ เรียวกัง พูดง่ายๆคือ โรงแรมแบบดั่งเดิม นอนเสื่อ มีห้องอาบน้ำรวม และมีชุดยูกาตะ ให้ใส่ ราคาก็แพงกว่า โรงแรมที่พักมาก่อนหน้านี้ 3-5 เท่าเลย

พอไปถึงยังเช็คอินไม่ได้ โรงแรมที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะให้เช็คอินได้หลังบ่ายสาม และต้องเช็คเอ๊าท์ก่อน 11 โมง ผมเลยฝากกระเป๋าไว้ก่อน จากนั้นก็ได้เวลาตลุยขับรถเที่ยวกัน!

จุดที่เที่ยวหลักๆ ใน Kawaguchiko นี้มี Set ไว้ใน GPS รถที่เช่ามาอยู่แล้ว ความเร็วที่ถูกกำหนดให้ขับไม่เกิน 60 ก.ม. ต่อ ช.ม. ก็เอื้อให้เราได้ชมทัศนียภาพรอบๆ ไปในตัว

แผนการเที่ยวของผม ก็คงเหมือนคนส่วนใหญ่ที่มากันคือ มาชมเขาฟูจิ ,ชมทะเลสาบทั้ง5 ,หมู่บ้านนินจา และที่ๆ เราจะไปเป็นสถานที่แรก หมู่บ้านน้ำใส

หลังจากชื่นชมหมู่บ้านได้ซักพักเราก็ออกเดินทางต่อไปที่ หมู่บ้านนินจา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน

ซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงวิถีนินจาราคาอยู่ที่ 1800 เยน เป็นการแสดงแบบมีสาระปนฮาหน่อยๆ remind ให้นึกถึงการ์ตูนเรื่องฮาโตริ และนารูโตะอยู่เป็นระลอก สำหรับผมแล้วก็ว่าสนุกดี แต่ก็มีบางคนนั่งง่วงอยู่เหมือนกัน

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควร เพราะเด็กๆ(และผู้ใหญ่) สนุกกับการเล่นตามฐานของนินจา ได้ลองฝึกปาดาวกระจาย เดินในทางเขาวงกต และปีนปายเชือก จนลืมหนาวไปเลย

ทุกคนในทริปมีความคิดเหมือนกันว่า ไม่จำเป็นต้องไปให้ถึงทุกที่ตามแผน แต่ใช้เวลาในทุกที่ๆไปให้คุ้มค่าและมีความสุขเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่า

ก่อนเข้าที่พักเราก็ได้ลองแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นของที่นี่ ซึ่งคนก็เยอะใช้ได้เลยเมื่อเทียบกับขนาดของเมือง

และจังหวะนี้เป็นตอนที่เราได้เห็น ภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ เป็นครั้งแรก

ช่วงเวลาที่รอคอยโผล่มาในเวลาที่ไม่ได้ตั้งตัว ทุกคนยืนจ้องมองวิวภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มๆ ครั้งแรกในชีวิต ณ ลานจอดรถของซุปเปอร์มาร์เก็ต 😛

ถึงที่พักซักกกกกกที!

พนักงานของโรงแรม กุลีกุจอ รีบเข้ามาต้อนรับแบบแทบจะอุ้มขึ้นห้อง พอถึงห้องก็ขอให้เรานั่งเพื่อที่เค้าจะได้บริการชงชาเสริฟ์ ตามวิถีของคนญี่ปุ่น ทำให้รู้สึกเกร็งๆ เหมือนกันแต่ก็ประทับใจจนถึงวันนี้เลย

ตามแพ็กเกจที่ซื้อมาจะมีบริการอาหารเย็นให้ด้วย ซึ่งเป็นมื้อที่จัดเต็มมากกกกก 🙂 ทั้งของคาวหวาน เสิร์ฟไปเรื่อยๆ ใช้เวลากินประมาณ 2 ชั่วโมง หลังวางอาหารจานสุดท้ายเสร็จ ผมตกใจนิดนึง พนักงานผู้ดูแล คุกเข่าลงกับพื้น ขอโทษที่อาหารช้า (โอ้โห ขนาดนี้เลยเหรอวะ 😮 )

หลังจากทรมานเพราะแน่ท้องจากมื้ออาหารได้ซักพัก ผมก็เตรียมตัวลงมาแช่ออนเซ็น ด้วยความที่เป็นโรงแรมเล็กห้องพักไม่เยอะ ทำให้ตอนแช่ก็มีแค่ผมคนเดียว เลยไม่ต้องอายใคร จะว่าไปหลังจากแช่ได้ครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกหายเหนื่อยเลยทีเดียว

วิวของห้องพักที่นี่ทุกห้องสามารถเห็นวิวทะเลสาปและภูเขาไฟฟูจิได้(ถ้าไม่มีเมฆบัง) ผมตั้งนาฬิกาไว้ตีห้าครึ่งและภาวนาให้ตื่นมาเห็นวิวแบบที่ตั้งใจ

 

——————————————————-

การเดินทางวันที่ 9

.. ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ..

ผมค่อยๆแง้มผ้าม่านออกดู และนี่คือภาพแรก ในเช้าแรกของ Kawaguchiko ครับ

ภูเขาไฟฟูจิ ภาพแรกในเช้าวันแรก

“คุ้มค่าจริงๆ เนอะที่มา” ภรรยาผมพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

จากนั้นก็เป็นเวลาของการเล่นฟังก์ชั่นกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์ กดชัตเตอร์กันรัวๆ

ผู้เข้าพักแต่ละห้องเริ่มทยอยเดินออกมาที่ระเบียงบ้าง ริมทะเลสาปบ้าง จนต้องมีพนักงานโรงแรม 1 คน ออกมาบริการช่วยถ่ายรูปให้เลยทีเดียว

มีอีก 1 สิ่งที่แอบตั้งใจไว้ก็คือการได้มาวิ่งบริเวณรอบทะเลสาป Kawaguchiko ให้มัน record ใน History ของ Garmin ไว้ซะหน่อย 😛

ลองดูอุณหภูมิผ่านทาง GPS ขึ้นว่า -2 องศา(โอ้..แม่เจ้า) แต่ไหนๆ วันนี้ฝนก็อุตส่าห์ไม่ตกแล้ว ผม ภรรยา และพี่ชายก็เลยออกมาวิ่งซึมซับบรรยากาศกัน

วิ่งไปได้ซักพักผมก็เกิดอาการหูอื้อ อาจจะเพราะพื้นที่ตรงนี้อยู่เหนือระดับน้ำทะเลค่อนข้างเยอะ สุดท้ายวิ่งไปได้แค่เกือบๆ 5 กิโลเลยต้องหยุด

อาหารเช้าที่โรงแรมมีให้เลือกกินหลากหลาย ผู้เข้าพักแต่ละห้องถูกทางโรงแรมกำหนดให้แล้วว่าต้องนั่งโต๊ะไหน เลยไม่มีการจองหรือแย่งที่นั่งกัน

วันนี้ต้องกลับ Ueno แล้ว … แอบเศร้าเล็กๆ… T_T

 

ก่อนจะไปคืนรถที่เช่ามา ยังสามารถไปได้อีก 1 โปรแกรมนั่นก็คือ ไปเล่น หิมะ ที่ลานสกี Fujiten ตอนแรกนึกว่าจุดที่มี หิมะ จะหนาวที่ไหนได้ พอช่วงที่มีแดดก็เล่นเอาเหงื่อแตกอยู่เหมือนกัน

สมาชิกในทริปทุกคนยังเป็นมือสมัครเล่นกันหมด อุปกรณ์ที่ใช้เล่นจึงใช้เป็น Sled พลาสติก หน้าตาคล้ายๆ บุ้งกี๋ตักทรายแต่ใหญ่กว่า เดินขึ้นสายพานแล้วไถลลงมา ก็สนุกไปอีกแบบ เวลา 2 ช.ม. จึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ขากลับนั่งรถบัสกลับเหมือนเดิม แต่ดันโชคร้ายนิดนึง เจอรถติดจากการที่มีรถเสีย หรืออุบัติเหตุอะไรซักอย่าง บวกกับเป็นช่วงรถติดของโตเกียวด้วย เลยทำให้ต้องเสียเวลาไปเกินกว่าที่คิดไว้ เกือบ 3 ชั่วโมง

เป็นบทเรียนว่าถ้าจะมา Kawaguchiko ขามาๆรถบัส แต่ขากลับไปโดเกียวนั่งรถไฟจะดีกว่า

ค่ำคืนของวันนี้เลยจบที่การมา Shopping ต่อ ที่ห้าง Yodobashi ย่าน Akihabara ซึ่งปิดดึกสุด(22:30) แล้วกลับมา เช็คอินที่ โรงแรม Mitsui Garden Hotel Ueno เหมือนเดิม

 

 

——————————————————-

การเดินทางวันสุดท้าย

แม้เมื่อคืนจะนอนดึกกันขนาดไหน พวกเราคณะทัวร์หอยทากหวานเย็นก็ยังนัดกันว่า ตอนเช้าจะไปดูดอกซากุระ ที่สวน UENO และถ้าเป็นไปได้จะมาวิ่งด้วย

เนื่องจากมีคนมารีวิวใน Facebook พอดีว่า ปีนี้ Sakura Full Bloom เร็วขึ้น จากต้นเดือนเมษายน มาตรงกับช่วงเวลาของทริปเราพอดี โชคดีมากกกกกๆๆๆๆ

ร้านขนมปังข้างๆสวนอุเอโนะ

ณ เวลา 6:30 ที่สวนอุเอโนะ ก็เริ่มมีคนมาปูเสื่อ เอาข้าวกล่องมานั่งกิน และชื่นชมสวนดอกซากุระกันพอสมควร

บรรยากาศตอนเช้าในสวนอุเอโนะ

คนญี่ปุ่นมาแวะไหว้พระก่อนไปทำงานก็

ถ่ายรูปรวมกันซะหน่อย

เป็นวัน Full Bloom พอดี

การได้ชมดอกซากุระ ก่อนจะกลับเมืองไทย เป็นเหมือนของขวัญที่ประทับใจมากสำหรับทริปของเราคราวนี้ เพราะการวางแผนล่วงหน้า 6 เดือน เราไม่สามารถคาดการได้เลยว่า จะมาตรงกับช่วง Full Bloom มั้ย

ก่อนจะนั่งรถไฟกลับ พวกเราไปเดิน Shopping ที่ตลาดอาเมะโยโกะ และตึกม่วง ที่ได้ติดไม้ติดมือมาก็จะเป็นขนมเสียส่วนใหญ่

เวลาบ่ายสอง พวกเราขึ้นรถไฟสาย Skyliner สามารถขึ้นได้จากตรงสถานีข้างๆสวนอุเอโนะ ซึ่งรถไฟสายนี้มุ่งตรงไปจอดที่สนามบินนาริตะเลย

รูปสุดท้ายก่อนจากญี่ปุ่นจริงๆ หลังจากเครื่องขึ้นไปได้ซักพัก กัปตันเครื่องบิน บอกให้เราลองมองที่กระจกด้านขวา

ฟูจิซังมาร่ำลาว่า ซาโยนาระ

รูปภูเขาไฟฟูจิจากบนเครื่อง

——————————————————-

ตอนที่มีความสุข เวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ

ขณะที่ผมนั่งเขียนโพสนี้ คือตอนที่กลับมาเมืองไทยได้ประมาณอาทิตย์กว่าๆ คิดแค่ว่าอยากจะเขียนเอาไว้กลับมาอ่านเวลาคิดถึงช่วงเวลาที่ประทับใจ

(ที่จริงอยากจะแปะรูปให้เยอะกว่านี้ แต่ก็คงไม่สามารถลงรูปทั้ง 3,000 รูปได้ ก็พยายามคัดมาลงเท่าที่ทำได้ครับ >_< )

ผมก็คงเป็นเหมือนหลายๆคน ที่รู้สึกผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กผ่านการอ่าน และดูการ์ตูนหลายๆเรื่อง คิดเอาไว้ว่าถ้ามีโอกาสต้องมาให้ได้ ซึ่งก็ได้มาแล้ว แถมกิจกรรมและสถานที่เที่ยว ที่เค้าแนะนำกัน ก็ได้ไปได้ทำเกือบหมด พูดได้เต็มปากว่า “ก่อนไปก็ชอบอยู่แล้ว หลังจากได้ไป รักเลย

สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองคนจริงๆ สำหรับทุกๆอย่างในทริปนี้ครับ

ส่วนถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ และอยากจะเข้ามาพูดคุยกันก็ Comment ไว้ด้านล่างได้เลยครับ ผมเข้ามาเขียนบล็อกเกือบทุกวัน จะพยายามตอบให้ครับ

ありがとうございます